ผลไม้อะไรมีสารไซยาไนด์ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกค้นหาอย่างถล่มทลาย และถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูในกลุ่มคนรักสุขภาพ กลุ่มคนกินคลีน ตลอดจนกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) และโภชนาการเชิงลึกอย่างจริงจังในปัจจุบัน สำหรับใครก็ตามที่กำลังตกใจกับกระแสข่าว และกำลังมองหาบทสรุปที่ชัดเจน ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์เคมีและพฤกษศาสตร์ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการเลือกรับประทานอาหารภายในครอบครัวได้อย่างสนิทใจ คำตอบที่ตรงประเด็นและชัดเจนที่สุดก็คือ มีผลไม้และพืชผักตามธรรมชาติหลายชนิดที่เราคุ้นเคยและรับประทานกันอยู่ทุกวันในชีวิตประจำวัน เช่น แอปเปิ้ล, เชอร์รี่, พีช, พลัม, แอปริคอต, มันสำปะหลัง และหน่อไม้สด ที่มีสารประกอบอินทรีย์ตามธรรมชาติซึ่งสามารถแตกตัวและเปลี่ยนสภาพกลายไปเป็น สารไซยาไนด์ ที่มีพิษร้ายแรงได้ ทว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจ แยกแยะ และจดจำให้ขึ้นใจตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อความสบายใจก็คือ สารพิษเหล่านี้ไม่ได้ไหลเวียน ปนเปื้อน หรือแทรกซึมอยู่ในส่วนของ “เนื้อผลไม้” รสหวานฉ่ำที่คุณใช้ฟันกัดเคี้ยวรับประทานกันอยู่เป็นประจำ แต่กลไกตามธรรมชาติในการเอาตัวรอดของพืชพันธุ์ไม้ต่างหาก ที่ได้ทำการกักเก็บและจำกัดพื้นที่ของสารตั้งต้นพิษนี้เอาไว้เฉพาะในส่วนของ “เมล็ดแข็งใจกลางผล” และ “เปลือกดิบ” ของพืชบางชนิดเท่านั้น ดังนั้น ตราบใดที่คุณเลือกรับประทานเฉพาะเนื้อผลไม้สด รู้จักกรรมวิธีในการตัดแต่ง คว้าน หรือปอกเปลือกและแยกเมล็ดออกอย่างสะอาดหมดจดก่อนกิน รวมถึงนำพืชตระกูลผักหรือพืชหัวไปผ่านกระบวนการปรุงให้สุกสนิทด้วยความร้อนสูงก่อนนำมาบริโภค ระบบร่างกายของคุณก็จะปลอดภัยจากอันตรายเฉียบพลันแบบ 100% โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเกิดอาการวิตกกังวล ตื่นตระหนก หรือเครียดจนต้องตัดใจเลิกทานผลไม้แสนอร่อยที่มีคุณค่าทางโภชนาการและวิตามินสูงเหล่านี้เลยแม้แต่น้อยครับ ในฐานะของคนที่ทำงาน คลุกคลี และมีประสบการณ์ตรงอยู่ในแวดวงเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมร่วมกับแบรนด์ CAP25 […]
Tag Archives: โซเดียมไซยาไนด์
ผลไม้อะไรมีสารไซยาไนด์ ซ่อนอยู่บ้าง? คงเป็นคำถามที่สร้างความกังวลใจให้กับคนรักสุขภาพไม่น้อยในปัจจุบัน ซึ่งในยุคนี้กระแสการดูแลร่างกายและการเลือกรับประทานอาหารคลีน (Clean Food) กำลังได้รับความนิยมและแผ่ขยายวงกว้างอย่างแพร่หลาย ผลไม้สดหลากชนิดจึงกลายเป็นหนึ่งในอาหารหลักที่สาย Healthy เลือกหยิบมารับประทานในทุกๆ มื้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานสดๆ เพื่อทดแทนความหวานจากน้ำตาลขัดสี การนำมาทำเมนูสมูทตี้ปั่นเพื่อสุขภาพในตอนเช้า หรือแม้กระทั่งการนำเข้าเครื่องสกัดเย็นเพื่อทำน้ำผลไม้ดีท็อกซ์ล้างสารพิษออกจากร่างกาย ทว่าท่ามกลางประโยชน์อันมหาศาลของวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านั้น กลับมีกระแสข่าวสารและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้หลายคนต้องหยุดคิดทบทวนด้วยความหวาดหวั่น นั่นคือเรื่องของ “สารพิษตามธรรมชาติ” ที่แฝงตัวอยู่ในพืชผลไม้ใกล้ตัว จนนำไปสู่ความสงสัยว่าหากเรายังต้องการที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการทานผลไม้เหล่านี้ เราจะมีวิธีเลือกซื้อ มีวิธีการตัดแต่ง หรือมีวิธีรับประทานอย่างไรที่จะช่วยให้ร่างกายปลอดภัยจากอันตราย 100% โดยไม่จำเป็นต้องตัดใจเลิกทานผลไม้โปรดของเราไปตลอดกาล เพื่ออธิบายให้เข้าใจง่ายและชัดเจนที่สุด เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ไซยาไนด์คืออะไร ในบริบทของธรรมชาตินั้น มันคือกลไกการป้องตนเองของพืชพันธุ์ไม้ โดยคำตอบในเบื้องต้นที่สายสุขภาพทุกคนควรทราบเพื่อความสบายใจก็คือ สารไซยาไนด์ เหล่านี้ โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้ไหลเวียน ปนเปื้อน หรือแทรกซึมอยู่ในส่วนของ “เนื้อผลไม้” รสหวานฉ่ำที่เราเคี้ยวกลืนกันเป็นประจำ แต่ธรรมชาติของพืชจะทำการกักเก็บและสะสมสารประกอบบางตัวที่มีโครงสร้างทางเคมีพิเศษ ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปเป็นสารพิษร้ายแรงได้เมื่อถูกย่อยสลาย โดยพวกมันจะถูกซ่อนเอาไว้ในส่วนของ “เมล็ด” ที่มีเปลือกแข็งหุ้ม หรือในส่วนของ “เปลือกดิบ” ของพืชบางประเภท เพื่อทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางชีวภาพไม่ให้สัตว์หรือแมลงมาทำลายตัวอ่อนด้านใน ดังนั้น ตราบใดที่เราเข้าใจกลไกทางธรรมชาตินี้ รู้จักกรรมวิธีการเตรียมอาหารที่ถูกต้อง มีการคว้านเมล็ดออกก่อนทาน และหลีกเลี่ยงการบด เคี้ยว […]
ผักผลไม้ที่มีไซยาไนด์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับผู้บริโภคสายสุขภาพในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก จนทำให้หลายคนแทบไม่กล้าหยิบผักสดหรือผลไม้บางชนิดมาบริโภค แต่ในฐานะของคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมและระบบการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะมาเช็กด่วนและเคลียร์ข้อเท็จจริงให้ฟังกันชัดๆ ว่า 5 ผักผลไม้ที่มีสารเคมีชนิดนี้ซ่อนอยู่ตามธรรมชาติมีอะไรบ้าง และเหตุใดการกินแบบ “ดิบ” ถึงเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายร้ายแรง ทว่าในความเป็นจริงแล้ว หากเรานำพืชผักเหล่านี้มาผ่านกระบวนการปรุงสุกอย่างถูกวิธี สารดังกล่าวก็จะไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายมนุษย์จนถึงแก่ชีวิตเฉียบพลันได้ เนื่องจากสารที่พบในพืชกลุ่มนี้จะอยู่ในรูปของสารประกอบที่เรียกว่า ไซยาโนจีนิก ไกลโคไซด์ (Cyanogenic Glycosides) ซึ่งสารนี้จะยังไม่มีฤทธิ์เป็นพิษตราบใดที่เซลล์ของพืชยังไม่ถูกทำลาย แต่เมื่อใดก็ตามที่เรานำมาเคี้ยว ทุบ หรือบด สารกลุ่มนี้จะผสมกับเอนไซม์ในพืชแล้วเปลี่ยนรูปเป็นแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่ออกฤทธิ์เป็นพิษทันที อย่างไรก็ดี ร่างกายของเรามีกลไกตามธรรมชาติในการขับพิษนี้ออกทางปัสสาวะได้เองหากได้รับในปริมาณที่น้อย ความเสี่ยงที่น่ากลัวจึงเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อคุณกินผักผลไม้ดิบเหล่านั้นในปริมาณที่มากเกินไปจนเกินขีดความสามารถที่ร่างกายจะรับไหว เช่น การกินมันสำปะหลังดิบเป็นกิโลกรัม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่มีใครทำในการบริโภคปกติ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ปลอดภัย และรอบด้าน ทั้งในบริบทของอาหารในห้องครัวและสารเคมีควบคุมในภาคอุตสาหกรรม วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกโครงสร้างความปลอดภัยของพืชทั้ง 5 ชนิด พร้อมทั้งไขข้อข้องใจเกี่ยวกับสารประกอบเคมีชนิดนี้ในเชิงพาณิชย์อย่างละเอียดถี่ถ้วนในบทความนี้ครับ เจาะลึกวิทยาศาสตร์: สารไซยาไนด์คืออะไร และกลไกในธรรมชาติเป็นอย่างไร? สำหรับผู้ที่พึ่งเคยศึกษาเรื่องนี้ อาจจะยังมีข้อสงสัยหลักๆ ว่า ไซยาไนด์คืออะไร หรือในบางกลุ่มอาจจะเกิดความสับสนไปไกลว่า ไซยาไนด์คือยาอะไร หรือ ยาไซยาไนด์คืออะไร กันแน่? ในทางวิทยาศาสตร์และหลักเคมีวิเคราะห์ สารไซยาไนด์ ไม่ใช่ยารักษาโรคหรือเวชภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับบำบัดร่างกาย แต่เป็นกลุ่มของสารเคมีที่มีอนุมูลไซยาโน (Cyanide […]
ผักผลไม้ที่มีไซยาไนด์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้หลายคนเกิดความตื่นตระหนกและวิตกกังวลเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินคำนี้ จนบางคนถึงกับถอดใจและแทบไม่กล้าหยิบผักสดหรือผลไม้บางชนิดเข้าปากอีกเลย แต่ในฐานะคนในวงการเคมีภัณฑ์ที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องของสารเคมีและทำหน้าที่ควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะขอมาเคลียร์ทุกประเด็นให้ชัดเจนแบบเข้าใจง่ายที่สุด ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ไซยาไนด์คืออะไร ในบริบทของธรรมชาติ? แท้จริงแล้ว สารไซยาไนด์ ที่อยู่ในพืชผักเหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหากเราบริโภคอย่างถูกวิธี การกินผักและผลไม้กลุ่มนี้ในปริมาณปกติทั่วไปที่มนุษย์เรากินกันในชีวิตประจำวัน ยังไม่ถึงขั้นส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงรุนแรงหรือทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้อย่างแน่นอน เนื่องจากการรวมตัวของสารตามธรรมชาตินี้จะอยู่ในรูปของสารประกอบที่เรียกว่า ไซยาโนจีนิก ไกลโคไซด์ (Cyanogenic Glycosides) ซึ่งมันจะแปรสภาพและเปลี่ยนเป็นสารพิษออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อเนื้อเยื่อของพืชถูกเคี้ยว ถูกทุบ บด หรือขยี้จนเซลล์แตกออกเท่านั้น ที่สำคัญร่างกายของมนุษย์เรามีกลไกที่มหัศจรรย์ในการดีท็อกซ์หรือขับพิษชนิดนี้ออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะได้เองหากได้รับในปริมาณเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ความอันตรายที่แท้จริงจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนก็ต่อเมื่อคุณมีพฤติกรรมการกินผักผลไม้ดิบเหล่านั้นในปริมาณที่มากเกินกว่าปกติสารพัดเท่า ตัวอย่างเช่น การนั่งกินมันสำปะหลังดิบๆ ในปริมาณที่มากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป หรือความพยายามที่จะบดเคี้ยวเมล็ดแอปเปิ้ลสดๆ คราวละหลายร้อยเมล็ดพร้อมกันในครั้งเดียว ซึ่งในความเป็นจริงทางพฤติกรรมการบริโภคปกติของมนุษย์ทั่วไปคงไม่มีใครทำเช่นนั้น นอกจากสารพิษที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในพืชแล้ว ในภาคอุตสาหกรรมยังมีการใช้สารประกอบชนิดนี้ในรูปแบบของสารเคมีสังเคราะห์ ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม วัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ดังนั้นเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ปลอดภัย และคลายความกังวลใจ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงโครงสร้างความเป็นพิษ พิกัดปริมาณที่ควรระวังในการกิน รวมถึงช่วยไขข้อสงสัยและพาไปดูบทบาทของสารเคมีกลุ่มนี้ในภาคอุตสาหกรรมอย่างละเอียดในหัวข้อถัดไปครับ สารไซยาไนด์คืออะไร และทำไมจึงไปอยู่ในผักผลไม้ได้? สำหรับคนที่พึ่งเคยได้ยินชื่อนี้ อาจจะสงสัยว่า ไซยาไนด์คืออะไร หรือบางคนอาจจะสับสนว่า ไซยาไนด์คือยาอะไร หรือ ยาไซยาไนด์คืออะไร กันแน่? […]
ผักที่มีไซยาไนด์ แฝงตัวอยู่ในมื้ออาหารใกล้ตัวมากกว่าที่คุณคิดครับ! เคยไหมครับ? หลังจากรับประทานมื้อค่ำแสนอร่อยที่มีเมนูผักพื้นบ้านจานโปรด หน่อไม้สดต้มเดือดจิ้มน้ำพริกแซ่บๆ หรือตบท้ายด้วยขนมหวานเนื้อหนึบอย่างมันสำปะหลังแปรรูปเสร็จเรียบร้อย แต่พอผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงอยู่ๆ ร่างกายก็เกิดประท้วงและส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน บางคนเริ่มมีอาการเวียนหัวตึ้บจนต้องนั่งพัก คลื่นไส้ พะอืดพะอม มวนท้อง หรือในรายที่ไวต่อสารเคมีธรรมชาติชนิดนี้มากๆ อาจถึงขั้นใจสั่นรัวรุนแรง แน่นหน้าอก จนต้องรีบหาน้ำดื่มอุณหภูมิห้องมาล้างคอเพื่อบรรเทาอาการ สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดวูบขึ้นมาในหัวเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็คือ “เอ๊ะ! หรือว่าเราจะแพ้อาหารเมนูนี้เข้าแล้ว?” หรือไม่ก็ทึกทักไปว่า “แม่ค้าใส่ผงชูรสในอาหารเยอะเกินไปหรือเปล่า?” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในฐานะของคนที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับระบบสารเคมีภัณฑ์และการควบคุมมาตรฐานภาคการผลิตร่วมกับ CAP25 มาอย่างยาวนาน ผมอยากจะแชร์มุมมองและเตือนสติทุกท่านตรงนี้เลยครับว่า สิ่งประหลาดที่กำลังเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณหลังมื้ออาหารนั้น อาจไม่ใช่แค่อาการแพ้อาหารธรรมดาๆ (Food Allergy) หรืออาการไวต่อผงชูรสทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตที่ร่างกายกำลังบอกว่าได้รับ สารไซยาไนด์ ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในพืชผักดิบเหล่านั้นโดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยต่างหาก! เมื่อพูดถึงคำว่าสารพิษชนิดนี้ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสารเคมีอันตรายสีขาวที่ปรากฏในนิยายสืบสวนสอบสวน หรือข่าวหน้าหนึ่งตามสื่อต่างๆ ที่ใช้ในการก่ออาชญากรรมร้ายแรง จนกลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ทำให้เกิดคำถามและข้อสงสัยตามมามากมายในโลกออนไลน์ว่า แท้จริงแล้ว ไซยาไนด์คืออะไร หรือในทางการแพทย์และเคมีอุตสาหกรรมนั้น ยาไซยาไนด์คืออะไร กันแน่? ซึ่งถ้าเราลองมาทำความเข้าใจและถอดรหัสในมุมมองของวิทยาศาสตร์เชิงลึก สารพิษชนิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการแล็บวิจัย หรือมีสถานะเป็นสารเคมีอุตสาหกรรมเข้มข้นประเภท โพแทสเซียมไซยาไนด์ ที่ใช้ในโรงงานเท่านั้นนะครับ แต่มันเป็นพันธะเคมีธรรมชาติ (Cyanogenic Glycosides) ที่พืชผักหลากหลายสายพันธุ์สามารถสร้างขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นเกราะชีวภาพและกลไกในการปกป้องเนื้อเยื่อของตัวเองให้รอดพ้นจากการถูกทำลายโดยแมลงหรือสัตว์กัดกินพืช […]
ผักที่มีไซยาไนด์ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่แฝงตัวอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของพวกเรามากกว่าที่คิดครับ ในฐานะของคนที่ทำงานและคลุกคลีอยู่ในแวดวงสารเคมีรวมถึงภาคอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถูกคนรอบตัว เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งคู่ค้าทางธุรกิจส่งข้อความมาถามอยู่เป็นประจำเวลาที่มีกระแสข่าวสารเชิงลบต่างๆ ปรากฏบนหน้าสังคมก็คือ สารพิษอันตรายเหล่านั้นจริงๆ แล้วมันอยู่ไกลตัวพวกเราแค่ไหน? คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดและคิดไปเองว่าสารเคมีประเภทนี้จะต้องถูกจัดเก็บอย่างมิดชิดอยู่เฉพาะในคลังสินค้าขนาดใหญ่ หรือต้องจำกัดอยู่เฉพาะในห้องปฏิบัติการทางเคมีขั้นสูงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่าพิษร้ายนี้กลับแฝงตัวอยู่ใกล้เรามาก ชนิดที่เรียกว่าวางขายปะปนอยู่ตามแผงผักในตลาดสดใกล้บ้าน หรือซ่อนอยู่ในจานอาหารมื้ออร่อยที่เราตั้งใจปรุงให้คนในครอบครัวรับประทานนั่นเองครับ การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของ สารไซยาไนด์ ที่แฝงอยู่ในพืชผักธรรมชาตินั้น วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่เรื่องของการสร้างความตื่นตระหนกให้หวาดกลัวจนไม่กล้ารับประทานผักชนิดใดเลย แต่แปรรูปมาเป็นเรื่องของ “ความรู้เท่าทัน” เพื่อให้เราสามารถจัดการวัตถุดิบได้อย่างถูกวิธี หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า ไซยาไนด์คืออะไร และทำไมมันถึงเข้าไปอยู่ในต้นไม้ใบหญ้าได้ ต้องอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ครับว่า สารเคมีเหล่านี้เมื่ออยู่ในธรรมชาติจะไม่ได้มาในรูปแบบของสารบริสุทธิ์ที่เป็นของเหลวใสหรือก้อนผลึกเข้มข้นเหมือนที่ใช้ในระบบอุตสาหกรรม แต่พวกมันจะซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบของสารประกอบอินทรีย์เคมีตามธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ไซยาโนเจนิก ไกลโคไซด์ (Cyanogenic Glycosides) ซึ่งสารตัวนี้ถือเป็นกลไกทางชีวภาพในการป้องกันตัวเองของพืชและผักหลากหลายชนิด เพื่อไม่ให้แมลง หนอน หรือสัตว์ป่าเข้ามากัดทำลายเนื้อเยื่อของมันก่อนที่จะเติบโตเต็มที่ กระบวนการความอันตรายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเซลล์พืชถูกทำลาย เช่น เมื่อมนุษย์หรือสัตว์มีการบดเคี้ยว หรือนำผักเหล่านั้นมาทุบและสับ สารประกอบอินทรีย์ตัวนี้จะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีกับเอนไซม์ทันที แล้วปลดปล่อยก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่มีความเป็นพิษสูงและเฉียบพลันเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าหากเป็นสารเคมีสังเคราะห์เข้มข้นที่ใช้กันในงานอุตสาหกรรม สารนี้จะถูกควบคุมเข้มงวดและจัดเป็น วัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ตามกฎหมายไทยทันทีเนื่องจากมีอันตรายต่อชีวิตอย่างรุนแรง แต่โชคดีครับที่สารพิษในผักเหล่านี้มีจุดอ่อนร้ายแรงคือแพ้ความร้อนและละลายน้ำได้ดี ดังนั้น กระบวนการจัดการที่ถูกต้องในครัวเรือน เช่น การปอกเปลือกหนาๆ การสับชิ้นเล็กเพื่อเปิดผิวเซลล์ และการต้มในน้ำเดือดจัดแบบเปิดฝาหม้อทิ้งไว้อย่างน้อย […]
ผลไม้ที่มีไซยาไนด์ เป็นเรื่องใกล้ตัวที่แฝงตัวอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คิดครับ ในฐานะของคนที่ทำงานและคลุกคลีอยู่ในแวดวงสารเคมีรวมถึงภาคอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถูกคนรอบตัวหรือเพื่อนฝูงถามอยู่เป็นประจำเวลาที่มีกระแสข่าวสารต่างๆ ปรากฏบนหน้าสังคมก็คือ สารพิษอันตรายร้ายแรงเหล่านี้จริงๆ แล้วมันอยู่ไกลตัวพวกเราแค่ไหน? คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดและคิดไปเองว่าสารเคมีประเภทนี้จะต้องถูกจัดเก็บอย่างมิดชิดอยู่เฉพาะในคลังสินค้าขนาดใหญ่ หรือต้องจำกัดอยู่เฉพาะในห้องแล็บเคมีขั้นสูงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่าสารพิษนี้กลับแฝงตัวอยู่ใกล้เรามาก ชนิดที่เรียกว่าวางอยู่ในตะกร้าผลไม้บนโต๊ะอาหารกลางบ้าน หรืออยู่ในถุงของฝากยอดฮิตที่เราตั้งใจเลือกซื้อไปมอบให้กับคนในครอบครัวนั่นเองครับ การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของ สารไซยาไนด์ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาตินั้น วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่เรื่องของการสร้างความตื่นตระหนกให้หวาดกลัวจนไม่กล้ารับประทานอะไรเลย แต่แปรรูปมาเป็นเรื่องของ “ความรู้เท่าทัน” เพื่อให้เราสามารถปกป้องคนที่เรารักได้อย่างถูกวิธี หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า ไซยาไนด์คืออะไร และทำไมมันถึงมาอยู่ในของกินได้ ต้องอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ครับว่า สารเคมีเหล่านี้เมื่ออยู่ในธรรมชาติจะไม่ได้มาในรูปแบบของสารบริสุทธิ์ที่เป็นของเหลวใสหรือก้อนผลึกพร้อมออกฤทธิ์ทันทีเหมือนที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม แต่พวกมันจะซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบของสารประกอบอินทรีย์เคมีตามธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ไซยาโนเจนิก ไกลโคไซด์ (Cyanogenic Glycosides) ซึ่งสารตัวนี้ถือเป็นกลไกทางชีวภาพในการป้องกันตัวเองของพืชและผลไม้หลากหลายชนิดเพื่อไม่ให้แมลงหรือสัตว์ป่าเข้ามากัดทำลายเมล็ดพันธุ์ของมันนั่นเอง กระบวนการความอันตรายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมนุษย์หรือสัตว์มีการบดเคี้ยวเนื้อเมล็ด หรือเมื่อผลไม้เหล่านั้นหลุดเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายภายในกระเพาะอาหารของเรา สารประกอบอินทรีย์ตัวนี้จะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีกับเอนไซม์ทันที แล้วปลดปล่อยก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ที่มีความเป็นพิษสูงและเฉียบพลันเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าหากเป็นสารเคมีสังเคราะห์เข้มข้นที่ใช้กันในงานอุตสาหกรรม สารนี้จะถูกควบคุมเข้มงวดและจัดเป็น วัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ตามกฎหมายไทยทันทีเนื่องจากมีอันตรายต่อชีวิตอย่างรุนแรง ดังนั้น ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อผลไม้หรือของฝากในครั้งต่อไป การสละเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อทำความเข้าใจว่ามีพืชและผลไม้ชนิดใดบ้างที่ต้องพึงระวัง และมีวิธีการกินอย่างไรให้ปลอดภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดและเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องคนที่คุณรักได้อย่างแท้จริงครับ สารบัญเนื้อหา (Table of Contents) 1. ไซยาไนด์คืออะไร? ถอดรหัสสารเคมีจากห้องแล็บสู่ธรรมชาติ 2. ทำความเข้าใจประเภทของสารไซยาไนด์ในภาคพาณิชย์ […]
ผลไม้ที่มีไซยาไนด์ เป็นหัวข้อที่สร้างความอบอุ่นใจปนความกังวลให้กับใครหลายคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่เทรนด์การดูแลสุขภาพด้วยการดื่มน้ำผักผลไม้สกัดเย็นหรือสมูทตี้กำลังมาแรง จนทำให้เกิดกระแสการค้นหาข้อมูลและตั้งคำถามตามมามากมายในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการขุดลึกไปถึงนิยามอย่าง ไซยาไนด์คืออะไร หรือการตั้งข้อสังเกตว่า สารไซยาไนด์ ที่เราได้ยินในข่าวบ่อยๆ นั้น มันสามารถมาแฝงตัวอยู่ในอาหารตามธรรมชาติที่เรากินกันอยู่ทุกวันได้จริงหรือ? ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์มานาน ผมมักจะได้รับคำถามชวนให้เอะใจจากลูกค้าสายคาเฟ่ เจ้าของร้านเครื่องดื่มสมูทตี้ รวมถึงคนชอบดูแลสุขภาพที่ชอบทำน้ำปั่นทานเองที่บ้านอยู่บ่อยๆ ว่า สรุปแล้วเรื่องราวของ ผลไม้ที่มีไซยาไนด์ แฝงอยู่นั้นมันมีข้อเท็จจริงอย่างไร? แล้วถ้าเราเกิดปั่นผลไม้สดทานเป็นประจำทุกวัน ร่างกายของเราจะมีโอกาสสะสมสารพิษชนิดนี้จนเกิดอันตรายร้ายแรงในระยะยาวหรือไม่? คำตอบแบบตรงไปตรงมาให้ทุกคนได้สบายใจและหายสงสัยกันก่อนเลยครับว่า “สารนี้มีอยู่จริงในธรรมชาติครับ” แต่ช้าก่อน… อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนถึงขั้นเทน้ำปั่นในมือทิ้งนะครับ เพราะสารตัวนี้จะไม่ได้กระจายตัวอยู่ในเนื้อผลไม้ฉ่ำๆ รสชาติหวานอร่อยที่เราเคี้ยวรับประทานกันตามปกติ แต่พวกมันจะซ่อนตัวอย่างมิดชิดอยู่ภายใน “เมล็ด” ของผลไม้บางชนิดเท่านั้น โดยสารพิษในเมล็ดพืชจะอยู่ในรูปแบบของสารประกอบธรรมชาติที่ยังไม่ใจร้ายกับเราทันที แต่สารนี้พร้อมที่จะเปลี่ยนสภาพและออกฤทธิ์เป็นพิษร้ายแรงได้ก็ต่อเมื่อ “เมล็ดถูกบดเคี้ยว เจาะ หรือปั่นจนแตกออก” เท่านั้น ดังนั้น ใครที่มีพฤติกรรมชอบโยนผลไม้สดทั้งลูกลงไปในเครื่องปั่นพลังงานสูงโดยไม่ได้แกะเอาเมล็ดออกอย่างละเอียด ต้องรีบหยุดมือแล้วตั้งใจอ่านบทความนี้ให้จบเลยครับ นอกจากเรื่องของพืชธรรมชาติแล้ว ในแง่ของกฎหมายและโครงสร้างอุตสาหกรรม สารเคมีกลุ่มนี้ยังถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในฐานะ วัตถุอันตรายประเภทที่ 3 ซึ่งหมายความว่าการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองต้องได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งที่จะหาซื้อได้ตามใจชอบ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมจะขออาสามาเจาะลึกทุกประเด็นข้อสงสัย ไขความจริงให้กระจ่างในภาษาง่ายๆ พร้อมแชร์ทริคหน้างานที่ทำได้จริงในการเตรียมวัตถุดิบอย่างถูกวิธี เพื่อให้แก้วสมูทตี้ของคุณปลอดภัย เต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามิน […]
แอมไซยาไนด์ กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์และกระแสข่าวดังระดับประเทศที่สร้างความหวาดกลัว สั่นประสาท พร้อมทั้งทำให้คนไทยหันมาตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวันกันอย่างจริงจังแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ยิ่งในโลกโซเชียลตอนนี้ มีการตั้งคำถามและถกเถียงกันไปต่าง ๆ นานา แต่คำถามยอดฮิตที่มีคนส่งเข้ามาหลังไมค์เพื่อถามผมในฐานะคนในวงการเคมีอุตสาหกรรมบ่อยที่สุดในช่วงนี้ก็คือ “สารไซยาไนด์ ล้างออกไหม?” ถ้าเกิดวันหนึ่งเราโชคร้าย บังเอิญไปซื้ออาหาร ขนม หรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนสารพิษตัวนี้เข้าสู่ร่างกาย เราจะพอมีวิธีล้างหรือบรรเทามันได้บ้างไหม? ผมขอตอบให้เคลียร์ชัด ตรงประเด็น และฟันธงตรงนี้ตั้งแต่บรรทัดแรกเลยครับว่า สารไซยาไนด์ ไม่สามารถล้างออกด้วยน้ำเปล่า น้ำยาล้างผัก หรือสารทำความสะอาดใด ๆ ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากมันถูกผสม แอบใส่ หรือละลายเข้าไปในเนื้ออาหารและน้ำดื่มเรียบร้อยแล้ว เหตุผลในทางวิทยาศาสตร์และเคมีอุตสาหกรรมนั้นอธิบายได้ไม่ยากครับ เพื่อให้หลายคนหายสงสัยว่าจริงๆ แล้ว ไซยาไนด์คืออะไร มันคือสารประกอบเคมีที่มีพิษรุนแรงและเฉียบพลันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของสารประเภทเกลืออย่าง โพแทสเซียมไซยาไนด์ และ โซเดียมไซยาไนด์ สารพวกนี้มีคุณสมบัติพิเศษทางกายภาพคือ “สามารถละลายในน้ำได้ดีเยี่ยม” แถมยังมีลักษณะไร้สี ไร้กลิ่นฉุน (หรือในบางกรณีอาจมีกลิ่นคล้ายถั่วอัลมอนด์คั่วจาง ๆ ที่จมูกมนุษย์ทั่วไปแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำ) ดังนั้น เมื่อสารพิษนี้ปนเปื้อนลงไปในอาหารหรือเครื่องดื่ม มันจะทำปฏิกิริยาละลายและหลอมรวมกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับอาหารจานนั้นทันทีอย่างรวดเร็ว การที่เราพยายามจะนำวัตถุดิบหรืออาหารเหล่านั้นไปล้างน้ำซ้ำ ๆ จึงไม่ช่วยลดทอนความเข้มข้นของพิษร้ายลงได้เลย และที่น่ากลัวไปกว่านั้นซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ก็คือ ความร้อนจากการปรุงอาหาร ไม่ว่าจะนำไปต้มจนเดือด ผัดด้วยไฟแรง แกง […]
แอมไซยาไนด์ คือชื่อคดีประวัติศาสตร์และโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญครั้งใหญ่ที่ปลุกกระแสสังคมไทยให้ตื่นตัว พร้อมทั้งกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่รื้อระบบการควบคุมและบริหารจัดการเคมีภัณฑ์อันตรายของประเทศไทยครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เหตุการณ์ในครั้งนั้นส่งผลให้ทั้งภาคประชาชน สังคม และหน่วยงานรัฐบาลต่างตื่นตัวแบบกะทันหัน พร้อมใจกันยกระดับมาตรการทางกฎหมายและข้อบังคับในการควบคุมสารเคมีสู่ขั้นสูงสุดเพื่อปิดทุกรอยรั่ว ทว่าท่ามกลางความกังวลที่เกิดขึ้น คำถามเชิงลึกที่ผู้ประกอบการในภาคการผลิตและประชาชนทั่วไปต่างตั้งข้อสงสัยร่วมกันในโลกออนไลน์ก็คือ ภายใต้ข้อบังคับที่มีการปรับปรุงและอัปเดตใหม่นี้ สารเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายล้างรุนแรง ดุจดั่งภัยเงียบที่ไร้สีไร้กลิ่นและเฉียบพลันเช่นนี้ ใครบ้างที่มีสิทธิ์ครอบครองตามกฎหมายอย่างแท้จริง? ขั้นตอนการขออนุญาตจากภาครัฐมีความซับซ้อนเข้มงวดขึ้นอย่างไร? และหากเกิดกรณีการฝ่าฝืน ลักลอบใช้งาน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ จะมีบทลงโทษทางอาญาและทางแพ่งอย่างไรบ้างที่ควรรู้? เมื่อกระแสข่าวนี้ขยายวงกว้างออกไป ความตื่นตระหนกของประชาชนก็นำไปสู่การสืบค้นข้อมูลอย่างมากมาย จนเกิดคำถามยอดฮิตที่กลายเป็นประเด็นสำคัญในระบบ Search Engine ว่าแท้จริงแล้ว สารไซยาไนด์ คืออะไรกันแน่ และด้วยความกลัวบวกกับการขาดข้อมูลที่ถูกต้องในตอนแรก หลายคนจึงเกิดความสับสนจนถึงขั้นไปตั้งกระทู้ค้นหาในลักษณะที่ว่า ไซยาไนด์คือยาอะไร ซึ่งในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมนั้น สารชนิดนี้ไม่ใช่ยาและไม่มีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรคใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มันคือสารเคมีอนินทรีย์ที่มีความเป็นพิษเฉียบพลันสูงมากในระดับอันตรายถึงชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง ทางกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้จัดประเภทให้สารเคมีตัวนี้และอนุพันธ์ของมัน ไม่ว่าจะเป็นเกลือบริสุทธิ์อย่าง โพแทสเซียมไซยาไนด์ หรือสารเคมีแยกแร่ทองคำอย่างโซเดียมไซยาไนด์ อยู่ในกลุ่ม วัตถุอันตรายประเภทที่ 3 อย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีที่ไม่สามารถทำเรื่องแจ้งเพื่อรับทราบเฉย ๆ ได้ แต่ผู้ที่จะครอบครอง นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ใช้ในไลน์การผลิต จะต้องดำเนินการยื่นเอกสารอย่างละเอียดเพื่อขอรับ “ใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย” (ใบ วอ.8) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องเท่านั้น […]










